คำถามที่ว่า STI ทำให้มีลูกยาก ได้จริงหรือไม่ ตอบสั้น ๆ ได้ว่าเอกสารข้อเท็จจริงขององค์การอนามัยโลกเขียนไว้ว่าโรคบางโรค โดยเฉพาะหนองในแท้และหนองในเทียม เชื่อมโยงกับภาวะมีบุตรยากได้เมื่อไม่ได้รับการรักษา ไม่ใช่ทุกโรคและไม่ใช่กับทุกคน ส่วนแนวทางการดูแลรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ของกรมควบคุมโรค ไม่ได้เขียนคำว่าภาวะมีบุตรยากไว้เลย แต่ย้ำหลายจุดว่าสองโรคนี้ในผู้หญิง และที่ช่องคอกับทวารหนัก ส่วนใหญ่ไม่มีอาการ
STI ทำให้มีลูกยากได้จริง แต่เอกสารจำกัดขอบเขตไว้แค่ไหน
เอกสารข้อเท็จจริงเรื่องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ขององค์การอนามัยโลก ฉบับ 10 กันยายน 2568 เขียนตรงตัวว่า “STIs such as gonorrhoea and chlamydia are major causes of pelvic inflammatory disease and infertility in women” คือโรคอย่างเช่นหนองในแท้และหนองในเทียม เป็นสาเหตุสำคัญของอุ้งเชิงกรานอักเสบและภาวะมีบุตรยากในผู้หญิง ประโยคนี้ใช้คำว่า such as และระบุเฉพาะผู้หญิง
หน้าเรื่องหนองในเทียม ฉบับ 21 พฤศจิกายน 2568 เขียนอีกด้านไว้ว่า “Chlamydia is unlikely to lead to any long-term problems if treated early” คือถ้ารักษาแต่เนิ่น ๆ ไม่น่าจะนำไปสู่ปัญหาระยะยาว สองประโยคนี้ต้องอ่านคู่กัน ความเสี่ยงที่พูดถึงคือความเสี่ยงของการปล่อยไว้โดยไม่รักษา
“มีบุตรยาก” นับอย่างไร และการติดเชื้ออยู่ตรงไหนในรายการสาเหตุ
หน้าเรื่องภาวะมีบุตรยากขององค์การอนามัยโลก ฉบับ 28 พฤศจิกายน 2568 นิยามว่าเป็นโรคของระบบสืบพันธุ์ ที่วัดจากการไม่ตั้งครรภ์หลังมีเพศสัมพันธ์โดยไม่คุมกำเนิดอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่ 12 เดือนขึ้นไป หน้าเดียวกันประเมินว่าราวหนึ่งในหกของคนวัยเจริญพันธุ์ทั่วโลกเคยเผชิญภาวะนี้ในช่วงชีวิต โดยกำกับว่าเป็นการประมาณการ
รายการสาเหตุในหน้าเดียวกันยาวกว่าเรื่องการติดเชื้อ ฝั่งผู้หญิงเขียนว่าอาจเกิดจากความผิดปกติของรังไข่ มดลูก ท่อนำไข่ และระบบต่อมไร้ท่อ โดยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้รักษาอยู่ในกลุ่มความผิดปกติของท่อนำไข่ ร่วมกับภาวะแทรกซ้อนจากการยุติการตั้งครรภ์ที่ไม่ปลอดภัย การติดเชื้อหลังคลอด และการผ่าตัดช่องท้องหรืออุ้งเชิงกราน หน้าเดียวกันยังเขียนว่าบางครั้งก็อธิบายสาเหตุไม่ได้เลย การติดเชื้อที่ไม่ได้รักษาจึงเป็นหนึ่งในหลายสาเหตุ ไม่ใช่สาเหตุเดียว และหน้าเดียวกันกำกับว่าน้ำหนักความสำคัญของสาเหตุฝั่งผู้หญิงแต่ละข้ออาจต่างกันไปในแต่ละประเทศ ตัวอย่างที่เอกสารยกคือความชุกของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในพื้นที่ และอายุของกลุ่มที่ถูกศึกษาไม่เท่ากัน บทความนี้จึงไม่จัดอันดับสาเหตุให้
เอกสารเขียนถึงฝั่งผู้ชายไว้อย่างไร
| โรค | ฝั่งผู้หญิง | ฝั่งผู้ชาย | ปรับปรุง |
|---|---|---|---|
| หนองในเทียม | ถ้าไม่รักษา อาจเกิดอุ้งเชิงกรานอักเสบ ปวดท้องและปวดอุ้งเชิงกราน และในระยะหลังอาจเกิดภาวะมีบุตรยากและตั้งครรภ์นอกมดลูก | อาจเกิดการอักเสบที่อัณฑะ และ “In rare cases, this can lead to infertility” คือในกรณีที่พบไม่บ่อย อาจนำไปสู่ภาวะมีบุตรยาก | 21 พ.ย. 2568 |
| หนองในแท้ | ถ้าไม่รักษา อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อน เช่น อุ้งเชิงกรานอักเสบ ตั้งครรภ์นอกมดลูก และภาวะมีบุตรยาก | ระบุภาวะแทรกซ้อนว่าคือถุงอัณฑะบวม ท่อปัสสาวะตีบ และภาวะมีบุตรยาก ไม่มีคำว่าพบไม่บ่อยกำกับ | 22 ต.ค. 2568 |
ช่องฝั่งผู้ชายคือจุดที่สองฉบับกำกับต่างกัน ฉบับหนองในเทียมใส่คำว่า in rare cases ไว้ชัด ส่วนฉบับหนองในแท้ไม่มีคำนั้น และในหัวข้อข้อเท็จจริงสำคัญยังเขียนว่าหากไม่รักษา หนองในแท้นำไปสู่ภาวะมีบุตรยากได้ทั้งในผู้ชายและผู้หญิง เราจึงยกมาทั้งสองแบบ ไม่เลือกข้างให้ผู้อ่าน
ทำไมหลายคนไม่รู้ตัว แนวทางไทย 2567 เขียนไว้อย่างไร
แนวทางไทยเขียนเรื่องการไม่มีอาการไว้ซ้ำหลายจุด บทโรคหนองในระบุว่าผู้ป่วยหญิงส่วนใหญ่ไม่มีอาการ หากมีอาการจะมีระดูขาวผิดปกติ ไม่คัน และการติดเชื้อที่ช่องคอกับทวารหนักส่วนใหญ่ไม่มีอาการ ฝั่งผู้ชายเขียนว่ามักตรวจพบหนองที่ปากท่อปัสสาวะ และ “ในบางราย” ตรวจพบอาการแทรกซ้อน เช่น ลูกอัณฑะอักเสบ
บทโรคหนองในเทียมเขียนว่าการติดเชื้อที่ปากมดลูกในผู้ป่วยหญิงส่วนใหญ่ไม่มีอาการ ส่วนน้อยอาจมีระดูขาว และที่ช่องคอกับทวารหนักส่วนใหญ่ไม่แสดงอาการ ต่อด้วยหมายเหตุในบทเดียวกันว่าผู้ป่วยที่ติดเชื้อโรคหนองในเทียมส่วนใหญ่ไม่มีอาการ จึงแนะนำให้เลือกวิธีคัดกรองตามบริบทของสถานพยาบาล การรอให้มีอาการก่อนไปตรวจจึงพลาดได้ง่ายกับสองโรคนี้ อ่านต่อได้ที่ ติดหนองในเทียมแล้วไม่มีอาการ ทำไมจึงควรรีบตรวจให้เร็ว
บทอุ้งเชิงกรานอักเสบ หัวข้อการรักษาคู่เพศสัมพันธ์ ระบุว่าคู่ที่มีเพศสัมพันธ์ภายใน 60 วันก่อนผู้ป่วยมีอาการ ควรได้รับการตรวจและรักษาเช่นเดียวกับผู้ป่วย และถ้าเพศสัมพันธ์ครั้งล่าสุดนานเกิน 60 วัน คู่คนล่าสุดก็ควรได้รับการรักษา เหตุผลที่เอกสารให้ไว้คือผู้ชายที่ติดเชื้อหนองในแท้และหนองในเทียม “มัก” ไม่แสดงอาการ พร้อมกำกับให้งดการมีเพศสัมพันธ์จนกว่าจะหายขาด
เราค้นทั้งเล่มแล้วไม่พบคำว่าภาวะมีบุตรยากในแนวทางไทยฉบับนี้ เพราะเป็นคู่มือวินิจฉัยและรักษาสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ ข้ออ้างเรื่องภาวะมีบุตรยากในบทความนี้จึงมาจากองค์การอนามัยโลก

ลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ด้วยอะไร
หน้าเรื่องภาวะมีบุตรยากขององค์การอนามัยโลกจัดการป้องกัน วินิจฉัย และรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์แต่เนิ่น ๆ ไว้ในกลุ่มสิ่งที่นโยบายสุขภาพควรทำเพื่อรับมือภาวะนี้ ส่วนล่างนี้เป็นคำแนะนำระดับตัวบุคคล เรียบเรียงจากสองแหล่งข้างต้น
- ตรวจตามช่วงเวลาที่เหมาะกับพฤติกรรมตัวเอง ไม่รอให้มีอาการ
- ถ้าตรวจเจอเชื้อ ให้รับยาตามที่หน่วยบริการกำหนดและใช้ให้ครบ ไม่ปรับขนาดยาเอง ไม่หยุดกลางคัน และไม่ใช้ยาที่เหลือจากครั้งก่อนซ้ำ
- ชวนคู่ไปตรวจและรักษาด้วย ตามกรอบการรักษาคู่เพศสัมพันธ์ที่แนวทางไทย 2567 มีไว้ในแต่ละบท
- อาการไม่ดีขึ้นอย่านิ่งเฉย บทโรคหนองในระบุว่าหากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 7 วัน แนะนำให้กลับมาพบแพทย์ เพื่อพิจารณาตรวจหาเชื้อดื้อยาหรือการติดเชื้อร่วม
- ใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกวิธีและสม่ำเสมอ ซึ่งองค์การอนามัยโลกระบุว่าได้ผลที่สุดวิธีหนึ่ง แม้เอกสารฉบับเดียวกันกำกับว่าไม่ครอบคลุมทุกโรค
ยังไม่แน่ใจว่าควรตรวจอะไรและถี่แค่ไหน ดูได้ที่ ตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ควรตรวจอะไรบ้างและบ่อยแค่ไหน ภาพรวมของโรคกลุ่มนี้ มูลนิธิเพื่อรัก (Love Foundation) รวมไว้ในหน้า STI: รู้ทัน ตรวจเป็น และรักษาได้
คำถามที่พบบ่อย
เคยเป็นหนองในแล้วรักษาหาย จะมีลูกยากไหม
เอกสารขององค์การอนามัยโลกผูกความเสี่ยงไว้กับการติดเชื้อที่ไม่ได้รับการรักษา และหน้าเรื่องหนองในเทียมเขียนว่าหากรักษาแต่เนิ่น ๆ ไม่น่าจะนำไปสู่ปัญหาระยะยาว เอกสารที่เราเปิดอ่านไม่ได้ให้ตัวเลขว่ารักษาแล้วเหลือความเสี่ยงเท่าไร ถ้าพยายามมีลูกมาแล้วตั้งแต่ 12 เดือนโดยไม่คุมกำเนิด ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินทั้งสองฝ่าย
อสุจิได้รับผลกระทบด้วยหรือไม่
ตัวบทของสองโรคเขียนไม่เหมือนกันตามตารางข้างบน ส่วนหน้าเรื่องภาวะมีบุตรยากระบุว่าสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดฝั่งผู้ชายคือปัญหาการหลั่งน้ำอสุจิ การไม่มีอสุจิหรือมีอสุจิน้อย และรูปร่างกับการเคลื่อนที่ของอสุจิที่ผิดปกติ รายการข้อเท็จจริงสำคัญชุดนี้ไม่ได้เอ่ยถึงการติดเชื้อ แต่หัวข้อสาเหตุในหน้าเดียวกันเขียนว่าการอุดตันอาจเกิดที่ท่อซึ่งนำน้ำอสุจิ ยกตัวอย่างว่าเป็น ejaculatory ducts และ seminal vesicles และว่าการอุดตันนั้น “commonly due to injuries or infections of the genital tract” คือมักมาจากการบาดเจ็บหรือการติดเชื้อของอวัยวะสืบพันธุ์ คำว่ามักเป็นของต้นฉบับ และประโยคนี้ไม่ได้ระบุว่าเป็นการติดเชื้อชนิดใด
คู่ยังไม่ได้รักษา จะเริ่มจากตรงไหน
บอกหน่วยบริการที่ดูแลคุณตรง ๆ ว่าคู่ยังไม่ได้ตรวจ เพราะแนวทางไทย 2567 มีกรอบการรักษาคู่เพศสัมพันธ์ไว้ในแต่ละบท ระหว่างนั้นให้งดมีเพศสัมพันธ์จนกว่าจะหายขาดตามที่เอกสารกำกับไว้
สรุป
คำตอบที่ตรงกับตัวบทคือบางโรคเชื่อมโยงกับภาวะมีบุตรยากได้จริงเมื่อไม่ได้รักษา เอกสารขององค์การอนามัยโลกพูดถึงหนองในแท้และหนองในเทียมเป็นหลัก และพูดถึงฝั่งผู้หญิงชัดกว่าฝั่งผู้ชาย ส่วนแนวทางไทย 2567 เน้นซ้ำหลายจุดว่าสองโรคนี้ในผู้หญิง และที่ช่องคอกับทวารหนัก ส่วนใหญ่ไม่มีอาการ และต้องดูแลคู่ควบคู่กันไป สิ่งที่ทำได้วันนี้คือไปตรวจโดยไม่ต้องรอให้มีอาการ
แหล่งอ้างอิง
- องค์การอนามัยโลก: เอกสารข้อเท็จจริงเรื่องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (ปรับปรุง 10 กันยายน 2568)
- องค์การอนามัยโลก: เอกสารข้อเท็จจริงเรื่องหนองในเทียม (ปรับปรุง 21 พฤศจิกายน 2568)
- องค์การอนามัยโลก: เอกสารข้อเท็จจริงเรื่องหนองในแท้ (ปรับปรุง 22 ตุลาคม 2568)
- องค์การอนามัยโลก: เอกสารข้อเท็จจริงเรื่องภาวะมีบุตรยาก (ปรับปรุง 28 พฤศจิกายน 2568)
- กรมควบคุมโรค: แนวทางการดูแลรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ พ.ศ. 2567 (บทโรคหนองใน หนองในเทียม และอุ้งเชิงกรานอักเสบ)


